ในยุคที่ “ความยั่งยืน” (Sustainability) กลายเป็นหัวใจสำคัญของการใช้ชีวิต การสร้างบ้านสักหลังจึงไม่ได้มองแค่ความหรูหราหรือสไตล์มินิมอลเพียงอย่างเดียว แต่ต้องตอบโจทย์เรื่อง “การประหยัดพลังงาน” เพื่อต่อสู้กับสภาพอากาศที่ร้อนขึ้นและค่าไฟที่แพงขึ้น
การออกแบบที่ดึงธรรมชาติเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของตัวบ้าน ไม่ใช่แค่ปลูกต้นไม้รอบรั้ว
ดีไซน์: การทำคอร์ตยาร์ด (Courtyard) หรือสวนกลางบ้าน, การทำผนังกระจกที่มองเห็นสวนได้จากทุกมุม, หรือการปลูกต้นไม้แทรกไปตามระเบียง (Vertical Garden)
ประโยชน์: ต้นไม้ช่วยสร้าง Microclimate (สภาพอากาศเฉพาะจุด) ที่เย็นสบาย ปล่อยความชื้นลดความร้อนรอบตัวบ้าน ทำให้เครื่องปรับอากาศทำงานหนักน้อยลง
ลืมฝ้าเพดานเตี้ยๆ แบบเดิมไปได้เลย บ้านยุคใหม่เน้นความโปร่งโล่งแบบ Double Volume
ดีไซน์: การออกแบบห้องโถงให้มีเพดานสูงพิเศษ และมีช่องระบายอากาศด้านบน (Clerestory Windows) หรือหลังคาทรงสูง
ประโยชน์: ตามหลักฟิสิกส์ “อากาศร้อนจะลอยตัวขึ้นสูง” การมีฝ้าสูงและช่องระบายด้านบน จะช่วยดึงความร้อนออกจากตัวบ้านได้ตามธรรมชาติ (Stack Effect) ทำให้ลมเย็นไหลเข้ามาแทนที่ด้านล่าง
การกลับมาของ “ร่มเงา” ในรูปแบบโมเดิร์น
ดีไซน์: การออกแบบชายคา (Eaves) ให้ยื่นยาวออกมามากกว่าปกติ หรือการออกแบบห้องชั้นบนให้ยื่นล้ำออกมาบังแดดให้ชั้นล่าง (Cantilever) ในรูปทรงกล่องสี่เหลี่ยมที่ดูทันสมัย
ประโยชน์: ป้องกันแสงแดดไม่ให้ส่องเข้าสู่หน้าต่างกระจกโดยตรงในช่วงบ่าย ช่วยลดภาระการทำงานของแอร์ และยังช่วยกันฝนสาดได้ดีเหมาะกับอากาศเมืองไทย
เทรนด์สีบ้านยังคงเน้นความคลีน แต่เพิ่มฟังก์ชันสะท้อนความร้อน
ดีไซน์: การใช้โทนสีขาว, ครีม, หรือสีเทาอ่อน เป็นสีหลักทั้งภายนอกและภายใน รวมถึงการเลือกใช้วัสดุพื้นผิวธรรมชาติ
ประโยชน์: สีโทนอ่อนมีค่าการดูดซับความร้อนต่ำกว่าสีเข้ม ช่วยสะท้อนความร้อนออกจากตัวบ้านได้ดีกว่า ทำให้บ้านไม่อมความร้อนในช่วงกลางวัน